
Horseman 45 + 150 mm + TMX 4x5 + Oriental seagull Grossy + Hypoclear + Selenium Toner + Contact print
"โลกหมุนไปเร็วนัก คิดทำดีอย่ารีรอ"
สมัยก่อน ช่วงหยุดยาวหรือเทศกาล ผมมักกลับบ้านที่ต่างจังหวัดและอยู่กับยาย ในทุกๆวันศุกร์ตั้งแต่เช้ามืดที่หมู่บ้านของผมจะมีตลาดนัดของหมู่บ้าน เป็นตลาดนัดเก่าแก่ มีกันมาก่อนที่ผมจะเกิดซะอีก(หลายสิบปีมาก) เป็นที่จับจ่ายซื้อของของคนในหมู่บ้านไปจนถึงหมู่บ้านใกล้เคียง มันจึงคึกคักมากในทุกๆวันศุกร์ ยายผมไม่เคยพลาดแม้แต่ครั้งเดียวไปทุกศุกร์ตั้งแต่ผมยังไม่เกิดจนผมโตพอที่จะจูงมือแกไปตลาดนัดเพราะแกเดินไปโดยลำพังไม่ไหว สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นตลอดมาในทุกๆครั้งที่ไปกับยายคือพ่อค้าแม่ค้าเจ้าประจำและหลายๆเจ้าในตลาดนัดไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของเลย พูดง่ายๆคือพ่อค้าแม่ค้าก็แก่ไปพร้อมๆกับยายของผม ซื้อกันตั้งแต่รุ่นสาวจนแก่คราวยายไปพร้อมๆกัน ผมมักจะได้ยินคำสนทนาของยายของผมกับพ่อค้าแม่ค้าหลายๆคนด้วยสำนวนแบบพ่อขุนรามเช่น "เอ้อ...มึงเก่งเนอะยังเดินมาตลาดนัดไหว" ยายผมก็จะตอบไปทำนองเช่น "กูไม่ได้แก่เหมือนมึงนี่จะได้เดินไม่ไหว เอาแต่นั่งอย่างเดียว(แม่ค้านั่งขาย)" จบบทสนทนาด้วยเสียงหัวเราะพร้อมๆกัน โชว์ปากแดงฟันดำด้วยฤทธิ์หมากพลูกันทั้งคู่
ในช่วงขณะซื้อของก็จะพบปะพูดคุยกับเพื่อนรุ่นเดียวกันไปตลอดทาง กว่าจะจบทริปช็อปปิ้งของคุณยายก็เล่นเอาได้เหงื่ออยู่เหมือนกัน ทุกๆศุกร์ไม่เคยเปลี่ยนและอีกกิจกรรมหนึ่งของยายของผมก็คือหลังจากกลับมาจากตลาดนัดทุกๆครั้งแกจะแบ่งของฝากเป็นถุงเล็กๆเท่าๆกับจำนวนเพื่อนของแกที่ไม่ได้ไปตลาดนัดในครั้งนั้นๆ ผมและหลานๆบางคนก็จะทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งของที่แกซื้อมาฝากเพื่อนของแกที่ไปตลาดนัดไม่ไหว ที่ผมสังเกตุอย่างหนึ่งคือ ในแต่ล่ะปีที่เวลาผ่านไป จำนวนห่อของฝากนั้นลดน้อยลงไปทุกที ผมคงไม่ต้องบอกนะครับว่าเป็นเพราะอะไร
ดวงตาฝ้าฟางที่ทั้งต้อเนื้อ,ต้อหินและสารพัดต้อเพ่งแบ่งปริมาณใบพลูใส่ถุงอย่างตั้งใจด้วยมือที่แตกแห้งและเต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่นอันเป็นผลงานของกาลเวลายายผมมักรำพันในบางครั้งหลังจากแกแบ่งของฝากเป็นถุงเล็กๆเสร็จแล้วว่า "เมื่อไรจะถึงคราวกูสักที"
ผมเริ่มถ่ายภาพนี้หลังจากที่ยายของผมวางห่อของฝากห่อนี้ลงบนโต๊ะไม้เก่าๆที่แกนั่งอยู่ เพื่อมอบหมายให้ผมนำของฝากห่อนี้จากตลาดนัดไปฝากยายหริง(ชื่อของเพื่อนคุณยาย)ผมสังเกตเห็นบางอย่างและบางอย่างนั้นมันบอกให้ผมต้องรีบ ผมบอกคนในบริเวณนั้นว่าห้ามขยับหรือเคลื่อนย้ายห่อนี้อย่างเด็ดขาด แล้ววิ่งไปเอากล้องจากในบ้านออกมาเซ็ตอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างมันอยู่ถูกที่ถูกเวลาอย่างที่สุด จัดวางอย่างตั้งใจไม่บิดเบือนแบบธงชาติญี่ปุ่นผมจัดการทุกอย่างภายในเวลาอันรวดเร็ว(ด้วยกลัวว่ายายผมจะเอาตะบันหมากมาเขกกระบาลโทษฐานที่ส่งของให้แกช้า)
หลังจากนั้นไม่กี่ปีเพื่อนแกท่านนี้ก็จากไป ผมบรรยายไม่ถูกว่าความรู้สึกโดดเดี่ยวของยายของผมที่เห็นคนร่วมรุ่นคนแล้วคนเล่าที่เติบโตวิ่งเล่นหยอกล้อครั้งเยาว์วัยด้วยกันมาจนแก่ถึงวัยชราด้วยกัน ผ่านทั้งมหาสงครามเอเชียบูรพา(สงครามโลกครั้งที่๒)หนีตายกันมาด้วยกัน ผ่านทั้งการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนรัชกาล(ตั้งแต่รัชกาลที่๖)จนถึงวันวัยที่ผู้คนในสังคมต่างลืมเลือนมาด้วยกัน ต่างมาลาจากไปทีล่ะคน..ทีล่ะคน นั้นทรมานและเศร้าใจเพียงใด
ปีนี้ พ.ศ.๒๕๕๑ คุณยายผมไม่สามารถไปตลาดนัดที่แกรักได้อีกด้วยวัยชราภาพอย่างที่สุด ลูกหลานแยกย้ายกันทำมาเลี้ยงชีพและมีครอบครัวของตนเอง แม้แต่ผมที่ลงมาอยู่ภาคใต้ร่วม ๑๐ ปี ผมดูภาพนี้ด้วยความรู้สึกที่เศร้าและอิ่มใจปนเปกันไปในทุกครั้ง